Mercedes-AMG C 43 (W206) 2022 เปิดตัวครั้งแรกของโลก

Mercedes-AMG C 43 (W206) 2022 ใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลก

พร้อมขุมพลังเทอร์โบ 4 สูบ Mild-hybrid ขนาด 2.0 ลิตร รีดกำลังสูงสุดได้ถึง 408 แรงม้า (HP) ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.6 วินาที

Mercedes-AMG C 43 ใหม่ ถูกติดตั้งเครื่องยนต์แบบ 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้า (Electric Exhaust Gas Turbocharger) เช่นเดียวกับ Mercedes-AMG SL 43 ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้
โดยเทอร์โบชาร์จเจอร์ดังกล่าวจะอาศัยการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า Mild-hybrid แบบ 48 โวลต์ (Belt-driven Starter-generator – RSG) ช่วยรีดกำลังสูงสุดได้ถึง 408 แรงม้า (HP)
แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ทั้งยังสามารถบูสต์กำลังเพิ่มชั่วคราวได้อีก 14 แรงม้า (HP) ส่งกำลังด้วยเกียร์ AMG SPEEDSHIFT MCT 9G และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4MATIC
ที่เน้นการส่งกำลังไปยังล้อคู่หลังเพื่อให้มีบุคลิกคล้ายกับรถขับเคลื่อนล้อหลัง

ขุมพลังดังกล่าวช่วยให้ Mercedes-AMG C 43 ใหม่ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4.6 วินาที (หรือ 4.7 วินาทีในรุ่น Estate) และล็อกความเร็วสูงสุดเอาไว้ที่ 250 กม./ชม.
ทั้งยังสามารถติดตั้งออปชันเสริมเป็น AMG Driver’s Package เพื่อปลดล็อกความเร็วสูงสุดเป็น 265 กม./ชม. ได้อีกด้วย

Mercedes-AMG C 43 ใหม่ ถูกติดตั้งระบบ AMG Dynamic Select ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือก ได้แก่ Slippery, Comfort, Sport, Sport + และ Individual ทำงานคู่กับช่วงล่าง AMG Ride Control
ที่มีระบบปรับความหนืด Adaptive Damping System เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกคัน เสริมด้วยระบบ “AMG DYNAMICS” (เมื่อเลือกใช้โหมด Individual) ที่มีให้เลือกอีก 3 โหมด ได้แก่ Basic, Advanced และ Pro ที่อาศัยการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งได้อย่างเฉียบคมมากยิ่งขึ้น และยังสามารถปรับระดับการทำงานของระบบ ESP ได้ 3 ระดับ ประกอบด้วย On ที่ช่วยรักษาระดับความปลอดภัยสูงสุด, Sport ช่วยเพิ่มองศาในการดริฟต์ และ Off ที่ปิดการทำงานของระบบ ESP ลงอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนี้ Mercedes-AMG C 43 ยังถูกติดตั้งระบบเลี้ยวล้อหลัง (Rear-axle steering) ที่สามารถปรับองศาของล้อหลังได้สูงสุด 2.5 องศา

โดยหากใช้ความเร็วต่ำกว่า 100 กม./ชม. ล้อหลังจะหมุนไปในทิศทางตรงกันข้ามกับล้อหน้าเพื่อให้มีวงเลี้ยวแคบลง และเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 100 กม./ชม. ล้อหลังจะหมุนไปในทิศทางเดียวกับล้อหน้าสูงสุด 0.7 องศา เพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ที่ความเร็วสูง เสริมด้วยระบบเบรก AMG ที่ติดตั้งคาลิเปอร์แบบ 4-pot ด้านหน้า และแบบ 1-pot ด้านหลัง และท่อไอเสียแบบ AMG ที่ปรับลักษณะของเสียงได้ตามโหมดการขับขี่ ทั้งยังสามารถเลือกออปชันเสริมเป็น AMG Real Performance Sound ช่วยเพิ่มเสียงคำรามของท่อไอเสียภายในห้องโดยสารได้

ดีไซน์ภายนอกมีการปรับโฉมเน้นความสปอร์ตตามฉบับ AMG ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าแบบ AMG ที่ตกแต่งด้วยซี่แนวตั้ง กันชนหน้าแบบ AMG ที่ดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น กันชนท้ายตกแต่งให้มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ และล้ออัลลอย AMG ขนาด 18 นิ้วเป็นมาตรฐาน และเลือกเพิ่มขนาดเป็น 19 หรือ 20 นิ้วได้

ภายในห้องโดยสารถูกตกแต่งด้วยวัสดุหนัง ARTICO สลับไมโครไฟเบอร์ MICROCUT เสริมด้วยตะเข็บสีแดง และสายเข็มขัดนิรภัยสีแดง ติดตั้งพวงมาลัย AMG Performance Steering แบบท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง Nappa และแป้นเปลี่ยนเกียร์แบบอะลูมิเนียม รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนท์ MBUX ที่เพิ่มฟังก์ชันการทำงานของ AMG ขึ้นมา

ส่วนกำหนดการวางจำหน่ายในประเทศไทยจะถูกประกาศอีกครั้ง

เงินเดือนเท่าไหร่ ถึงจะซื้อ รถยนต์คันแรก ได้?

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายควรมีรายได้เท่าไหร่ จึงจะเพียงพอ […]

Read More

ผ่อนรถไม่ไหว ทำยังไง ให้ไม่ถูกยึดรถและติดแบล็กลิสต์

เชื่อว่าหลายคนกำลังประสบปัญหาผ่อนรถไม่ไหว เนื่องจากสภาพ […]

Read More

รีวิวการลองขับ BYD ATTO 3 ให้รู้กันว่ามันดีแค่ไหน ยังไง

รีวิวลองขับ BYD ATTO 3 ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จาก […]

Read More