รีวิวแบบเจาะลึก ORA Good Cat GT เวอร์ชั่นสปอร์ต

รีวิว ORA Good Cat GT ใหม่ เวอร์ชั่นสปอร์ตพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 171 แรงม้า ใส่ชุดแต่งเต็มจากโรงงานทั้งภายนอกและภายใน

พ่วงอุปกรณ์มาตรฐานและระบบความปลอดภัยแน่นขึ้นกว่ารุ่น 500 ULTRA ส่วนของจริงจะเป็นอย่างไรติดตามได้ในบทความนี้ครับ

ORA Good Cat รุ่น GT เป็นรถยนต์ไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่นที่หลายคนเฝ้ารอ เพราะปัจจุบันทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ ประเทศไทย ได้ยุติการรับจอง ORA Good Cat รุ่นปกติ (400 Tech, 400 Pro และ 500 ULTRA) ลงชั่วคราว แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการประกาศลดราคาจำหน่ายรอบสองจากการปรับลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% ส่งผลให้รุ่นท็อปสุดมีราคาเหลือไม่ถึง 1 ล้านบาท แต่ถึงอย่างไรก็ยังต้องรอทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ เคลียร์ยอดรอส่งมอบที่ผ่านมาให้ได้เสียก่อน จึงค่อยเริ่มกลับมาเปิดรับจองจากลูกค้ากันอีกครั้ง ซึ่งปัญหาหลักคงหนีไม่พ้นการขาดแคลนชิปที่จำเป็นต่อการผลิตรถยนต์ทั่วโลกนั่นเอง
ดังนั้น ORA Good Cat GT ที่จะประกาศราคาจำหน่ายในวันที่ 29 มิถุนายน 2565 นี้ จึงเป็นเพียงทางเลือกเดียวสำหรับผู้ที่อยากได้น้อง “แมวดี” มาครอบครอง
สำหรับ ORA Good Cat GT ในประเทศไทยจะถูกวางให้เป็นรุ่นท็อปสุดเหนือกว่า 500 ULTRA ในปัจจุบัน ด้วยพละกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่สูงกว่า และอุปกรณ์มาตรฐานที่ถูกเพิ่มเติมจากรุ่น 500 ULTRA จึงคาดว่าราคาจำหน่ายในประเทศไทยจะสูงขึ้นอีกหนึ่งสเต็ปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (แม้ว่ารุ่น GT ในประเทศจีนจะมีระดับราคาใกล้เคียงกับรุ่นปกติก็ตาม แถมยังมีแบตเตอรี่ให้เลือกถึง 2 ขนาดอีกด้วย)

ภายนอก

ดีไซน์ภายนอกของ ORA Good Cat GT ถูกตกแต่งเน้นความสปอร์ตเต็มพิกัดทั้งภายนอกและภายใน ช่วยให้ภาพลักษณ์โดยรวมดูมีความเป็นผู้ชายมากขึ้น แต่ก็ยังเข้ากันได้ดีกับคุณผู้หญิงที่มีบุคลิกเท่ๆ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยตัวถังภายนอกของเวอร์ชันไทยจะมีให้เลือกเฉพาะตัวถังสีเทา Aqua Grey เท่านั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นสีเทาพาสเทล หรือ เทานม ที่หลายคนชอบเรียกกัน ตัดกับชุดแต่งคาร์บอนสลับกับสีแดงได้อย่างลงตัว
ชุดแต่งภายนอกของ ORA Good Cat GT ประกอบด้วย กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบให้มีแผงสีดำคาร์บอนเคฟลาร์คล้ายกับช่องดักลมอยู่บริเวณปลายกันชนทั้งสองข้าง เสริมด้วยลิ้นกันชนสีแดง และสเกิร์ตหน้าลายคาร์บอนเคฟลาร์ ไล่ยาวต่อเนื่องตั้งแต่ซุ้มล้อไปจรดกันชนท้าย ขณะที่กันชนท้ายถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ เสริมความโดดเด่นด้วยครีบสีแดง ช่วยให้มีรูปลักษณ์แตกต่างจากรุ่นปกติแม้มองจากระยะไกล

บริเวณเหนือประตูท้ายยังถูกติดตั้งสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ที่ถูกตกแต่งด้วยสีแดง พร้อมสัญลักษณ์ GT บริเวณปลายทั้งสองข้าง โดยรุ่น GT ถูกติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์เฉพาะรุ่นขนาด 18 นิ้ว ตกแต่งก้านล้อด้วยสีแดง หุ้มด้วยยาง Giti Comfort 225 V1 ขนาด 215/50 R18 รวมถึงคาลิเปอร์เบรกสีแดงที่แอบอยู่ด้านใน
ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานอื่นก็มีให้แบบครบๆ เช่นเดียวกับรุ่น 500 ULTRA ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ Intelligent LED Headlamp ที่มีระบบเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ, ระบบไฟ Welcome Light แบบพิเศษ, ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ, ไฟส่องนำทางหลังดับรถยนต์ รวมถึง Daytime Running Light แบบ LED ช่วยเพิ่มความโดดเด่นขณะขับขี่ในเวลากลางวัน
ในรุ่น GT ยังมาพร้อมหลังคาพาโนรามิกซันรูฟเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า รวมถึงได้เพิ่มออปชันที่หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอ นั่นคือ ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันแฮนด์ฟรี เพียงพกกุญแจไว้กับตัว แล้วสอดเท้าเข้าไปบริเวณใต้กันชนหนึ่งครั้ง ประตูท้ายก็จะค่อยๆ ยกตัวขึ้นโดยอัตโนมัติ แถมยังสามารถสั่งปิดด้วยระบบแฮนด์ฟรีได้เช่นเดียวกัน หรือจะกดปุ่มบริเวณฝาท้ายก็ย่อมได้

ภายใน

ห้องโดยสารของรุ่น GT ถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำ-แดง เสริมความพิเศษยิ่งขึ้นด้วยสัญลักษณ์ ติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังแบบมีรูระบายอากาศ พร้อมสัญลักษณ์ GT สีแดงบริเวณพนักพิงศีรษะทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เพิ่มความจี๊ดจ๊าดยิ่งขึ้นด้วยสายเข็มขัดนิรภัยสีแดงทุกที่นั่ง (น่าจะถูกใจคนที่ชอบเซลฟี่ในรถไม่น้อยเชียวล่ะ) ขณะที่รูปทรงและการตัดเย็บตัวเบาะยังคงเหมือนกับรุ่น 500 ULTRA ทุกประการ
ถึงกระนั้น เบาะนั่งของรุ่น GT ก็เหนือกว่ารุ่น 500 ULTRA ด้วยระบบปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางฝั่งผู้ขับขี่ และปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางฝั่งผู้โดยสาร เสริมด้วยระบบนวดผ่อนคลายและระบบระบายอากาศในตัวเบาะ (Seat Ventilation) ทั้งสองข้าง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสภาพอากาศอันร้อนระอุของเมืองไทย ยิ่งถ้าใครเหนื่อยล้าจากการทำงาน ขึ้นรถมาเปิดระบบนวดแล้วล่ะก็ รับรองว่าเพลินลืมเชียวล่ะ เพราะระบบนวดของ ORA Good Cat GT ถือว่าแรงกว่าที่พบในรถหลายรุ่น เรียกว่าแรงระดับน้องๆ เก้าอี้นวดตามบ้านเลยก็ว่าได้
ส่วนฟังก์ชันจดจำตำแหน่งเบาะนั่ง และระบบ Welcome Seat ยังคงถูกสงวนไว้สำหรับเบาะนั่งฝั่งผู้ขับขี่เท่านั้น นอกจากนี้ กระจกแต่งหน้าบริเวณแผงกันแดดทั้งสองฝั่งยังถูกเพิ่มไฟส่องสว่างแบบ LED มาให้ ซึ่งออกแบบให้มีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าล้อมกระจกเอาไว้ ดูสวยงามลงตัวใช่เล่น (แต่ก็ไม่รู้ว่าแสงไฟจะแยงตาในที่มืดมากน้อยแค่ไหน เพราะเท่าที่ดูก็ถือว่าสว่างไม่เบาทีเดียว)
ขณะที่อุปกรณ์มาตรฐานอื่นก็มีให้เช่นเดียวกับรุ่น 500 ULTRA ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอ Interactive Double Screen ที่ประกอบไปด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่ Full TFT ขนาด 7 นิ้ว และจออินโฟเทนเมนท์ระบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งรวบรวมเอาการตั้งค่าใช้งานต่างๆ ของตัวรถมาไว้บนหน้าจอดังกล่าวแทบทั้งหมด นับตั้งแต่ระบบเครื่องเสียง, ระบบปรับอากาศ ไปจนถึงระบบควบคุมการขับขี่ต่างๆ ส่วนปุ่มสีเงินจำนวน 4 ปุ่ม ที่ขนาบปุ่มไฟฉุกเฉิน เอาไว้สำหรับเปิด-ปิดระบบปรับอากาศ, เปิด-ปิด A/C และเปิด-ปิดระบบไล่ฝ้าหน้า/หลังเท่านั้น
นอกจากนี้ ระบบอินโฟเทนเมนท์ของ ORA Good Cat GT ยังคงสามารถรองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ผ่านสาย USB ได้ มีระบบนำทางมาให้ในตัว พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียงแบบ AI ที่รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย รองรับการใช้งานแอปพลิเคชันฟังเพลงอย่าง JOOX รวมถึงรองรับการเชื่อมต่อระยะไกลผ่านแอปพลิเคชัน GWM Application ที่ช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจสอบสถานะการชาร์จ, ควบคุมการชาร์จ, เปิด-ปิดระบบปรับอากาศ, ปิดหน้าต่าง ฯลฯ ผ่านทางสมาร์ทโฟนของตนเองได้
บริเวณแผงคอนโซลกลางระหว่างเบาะนั่งคู่หน้ายังคงออกแบบเน้นความเรียบง่ายด้วยหัวเกียร์แบบ Electronic Shifter ใกล้กันเป็นปุ่มควบคุมระบบเบรกมือไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชัน Auto Hold รวมถึงที่ชาร์จแบบไร้สาย (Wireless Charger) ช่วยเพิ่มความสะดวกในการชาร์จมือถือ ไม่ต้องเสียบสายให้วุ่นวาย แต่ถึงแม้ว่าจะมีแผ่นกันลื่นติดตั้งมาให้ แต่ถ้าเป็นมือถือที่มีขนาดเล็กหน่อย เช่น iPhone รุ่นที่ไม่ใช่ตระกูล Max ก็อาจมีเลื่อนไถลจนทำให้หยุดชาร์จไปดื้อๆ เนื่องจากตัวโทรศัพท์หลุดออกจากตำแหน่งชาร์จนั่นเอง
ส่วนห้องโดยสารของ ORA Good Cat GT ยังคงความโอ่อ่าเกินกว่าที่คิดเมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ภายนอก สามารถรองรับผู้โดยสาร 5 ที่นั่งได้อย่างสบาย แถมยังมีพื้นที่วางขาตอนหลังมาให้แบบเหลือๆ โดยไม่มีอุโมงค์เพลามาเบียดเบียนพื้นที่ห้องโดยสาร แต่น่าเสียดายที่พนักพิงด้านหลังยังคงไม่สามารถปรับเอนใดๆ ได้เลย ถึงกระนั้นก็ยังถือว่าสามารถนั่งโดยสารได้แบบสบายๆ ไม่อึดอัด เมื่อเทียบกับรถในพิกัดเดียวกัน
ด้านระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบความปลอดภัยก็ยังคงแน่นเอี๊ยดมาให้เหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) พร้อมระบบการเข้าโค้งอัจฉริยะ ที่สามารถปรับลดความเร็วอัตโนมัติก่อนเข้าโค้งเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และเมื่อขับผ่านโค้งไปแล้วก็จะกลับมายังความเร็วที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ, ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ที่สามารถตรวจจับรถที่วิ่งสวนมาในขณะที่กำลังจะเลี้ยว และจะเบรกให้อัตโนมัติหากมีความเสี่ยงต่อการชน
นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ที่สามารถจดจำระยะการขับขี่ 50 เมตรสุดท้าย (ด้วยความเร็วต่ำกว่า 30 กม./ชม.) และสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชันดังกล่าวเพื่อให้รถถอยหลังตามเส้นทางเดิมอย่างช้าๆ โดยอัตโนมัติสูงสุด 50 เมตร แต่หากระบบตรวจพบว่ามีสิ่งกีดขวางเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนเดินถนน หรือรถยนต์ ระบบจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย

ขณะที่ระบบช่วยเหลือการขับขี่อื่นๆ ยังประกอบไปด้วย

กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา
ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ (IPP)
ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS)
ไฟหน้า Intelligent LED Headlamp เปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ

รวมถึงระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัยสำหรับการขับขี่แบบอัตโนมัติในระดับ L2+ เชิงป้องกัน (Active Safety) ประกอบด้วย

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ (ICA)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA)
การเบรกฉุกเฉินความเร็วต่ำ (LSEB)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)
ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK)
การเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent Turn)
ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA)
ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS)
ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
ระบบช่วยเตือนความเมื่อยล้าขณะขับขี่ (DFM)

ขุมพลัง

นอกจากที่ ORA Good Cat GT จะมาพร้อมชุดแต่งเพิ่มความสปอร์ตแล้วนั้น ยังมีการอัปเกรดเพิ่มพละกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้ามากยิ่งขึ้นด้วย โดยรุ่น GT มีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 171 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร (รุ่น 500 ULTRA มีกำลังสูงสุด 143 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 210 นิวตัน-เมตร) สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 8.5 วินาที (ซึ่งแว่วมาว่ามีสื่อมวลชนบางท่านสามารถทำได้ 7 วินาทีปลายๆ เลยทีเดียว) เทียบกับรุ่น 500 ULTRA ที่ใช้เวลา 9.2 วินาที
นอกจากนี้ ในรุ่น GT ยังมีระบบ Launch Control คล้ายกับที่พบในรถสปอร์ตสมรรถนะสูงมาให้ด้วย ซึ่งการ Activate ก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่เปิดโหมด Sport ผ่านปุ่มเลือกโหมดบริเวณด้านขวามือของพวงมาลัย จากนั้นให้ปิดการทำงานของระบบควบคุมเสถียรภาพ ESP บนหน้าจอ เหยียบแป้นเบรกจนสุด แล้วเหยียบคันเร่งประมาณ 3/4 ของระยะทั้งหมด หน้าจอจะแสดงคำว่าระบบพุ่งตัวทำงาน จากนั้นเมื่อปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรก รถจะพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งความแปลกของระบบ Launch Control ใน ORA Good Cat GT คือ ผู้ขับขี่จะต้องเหยียบคันเร่งไม่เกิน 3 ใน 4 ของระยะแป้นคันเร่งทั้งหมด เพราะหากเหยียบแบบจมมิดเหมือนที่ทำในรถรุ่นอื่นๆ ที่มีระบบ Launch Control แล้วล่ะก็ แทนที่รถจะพุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วหลังจากปล่อยเท้าออกจากเบรก แต่ ORA Good Cat GT กลับเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยความเร็ว 1 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น…! ผมพิมพ์ไม่ผิดหรอกครับ หนึ่งกิโลเมตรต่อชั่วโมงจริงๆ เพราะต่อให้เหยียบแช่จนตายมันก็ไม่เกิน 2 กม./ชม. อยู่ดี มาจนถึงตอนนี้ผมเองก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมระบบ Launch Control ของ Good Cat GT จึงถูกเซ็ตมาแบบนั้น

การขับขี่

เดิมทีอัตราเร่งของ ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA ที่เราเคยทดสอบก่อนหน้านี้ก็ถือว่าน่าประทับใจมากแล้ว แต่การตอบสนองของรุ่น GT ก็ทำได้ดีขึ้นอีกสักราว 10-15% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงบิดทั้ง 250 นิวตัน-เมตร หลั่งไหลมาแทบจะในทันทีที่กดคันเร่ง เมื่อใดก็ตามที่เหยียบคันเร่งแบบจมมิดในจังหวะออกตัวแล้วล่ะก็ ล้อคู่หน้าจะมีอาการหมุนฟรีชนิดที่ระบบ Traction Control ก็แทบเอาไม่อยู่ คอยส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดให้สะท้านใจเล่น
ส่วนประสิทธิภาพการเร่งแซงก็ทำได้น่าประทับใจเช่นกัน เพราะเท่าที่ลองขับบนทางด่วนบูรพาวิถีดูนั้น ผมสามารถเร่งแซงรถคันหน้าได้อย่างรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องรอรอบเหมือนกับรถสันดาปทั่วไป กดเมื่อไหร่เป็นพุ่งเมื่อนั้น เรียกว่ามีพละกำลังให้ใช้อย่างเหลือเฟือ เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วไป แถมช่วงล่างยังหนักแน่นและมั่นใจมากพอที่จะซอกแซกไปตามการจราจรได้อย่างสบาย แม้ว่ารุ่น GT จะถูกเซ็ตช่วงล่างเหมือนกับรุ่นปกติทุกประการ
ในด้านการเก็บเสียงก็ถือว่าดีใช้ได้ จะมีเสียงลมทางด้านข้างเล็ดลอดเข้ามาบ้างก็ต่อเมื่อใช้ความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม. ขึ้นไป แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สามารถพูดคุยสนทนากับคนข้างๆ ได้แบบไม่ต้องเร่งเสียง ถือเป็นรถที่มอบความผ่อนคลายได้ดีไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองหรือนอกเมือง
ส่วนระยะทางขับขี่ของแบตเตอรี่ก็ถือว่าไม่ด้อยไปกว่ารุ่น 500 ULTRA เท่าใดนัก เพราะก่อนผมออกเดินทางจากโชว์รูม GWM ย่านบางนา มีแบตเตอรี่คงเหลืออยู่ที่ 99% หน้าจอแสดง Range ที่เหลือประมาณ 492 กิโลเมตร ส่วนอัตราสิ้นเปลืองเอาแบบง่ายๆ เท่าที่ทดสอบนั้นพบว่า ระยะทางจากอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี กลับถึงโชว์รูมย่านบางนาประมาณ 84 กิโลเมตร ใช้แบตเตอรี่ไปประมาณ 20% (จาก 65% เหลือ 45% เมื่อมาถึงจุดหมาย) ซึ่งเป็นตัวเลขบนพื้นฐานความเร็วที่ใช้งานจริง มีการทำท็อปสปีดและเร่งแซงหลายต่อหลายครั้ง ดังนั้น หากขับขี่ในชีวิตประจำวันตามปกติน่าจะเห็นตัวเลขไม่ต่ำกว่า 400 – 420 กิโลเมตรต่อการชาร์จแต่ละครั้งอย่างแน่นอน

สรุป

ORA Good Cat GT เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่อยากได้รถยนต์ไฟฟ้าตอบโจทย์ช่วงน้ำมันแพงแสนแพงเช่นนี้ ด้วยรูปลักษณ์ที่เน้นความสปอร์ตแบบเต็มพิกัด ผู้หญิงขับก็เท่ ผู้ชายขับก็ไม่เคอะเขิน พ่วงด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่จัดให้ครบครันกว่ารุ่น 500 ULTRA ที่เหลือก็เป็นเรื่องราคาจำหน่ายซึ่งจะถูกประกาศในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ แต่ก็คาดว่าจะไม่หนีไปจากรุ่น 500 ULTRA (ซึ่งมีราคาหลังหักส่วนลดภาษีสรรพสามิต 8% เหลือ 2% อยู่ที่ 959,000 บาท) ไปมากนักครับ

เงินเดือนเท่าไหร่ ถึงจะซื้อ รถยนต์คันแรก ได้?

มนุษย์เงินเดือนทั้งหลายควรมีรายได้เท่าไหร่ จึงจะเพียงพอ […]

Read More

ผ่อนรถไม่ไหว ทำยังไง ให้ไม่ถูกยึดรถและติดแบล็กลิสต์

เชื่อว่าหลายคนกำลังประสบปัญหาผ่อนรถไม่ไหว เนื่องจากสภาพ […]

Read More

รีวิวการลองขับ BYD ATTO 3 ให้รู้กันว่ามันดีแค่ไหน ยังไง

รีวิวลองขับ BYD ATTO 3 ใหม่ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จาก […]

Read More