ยางรถยนต์ต้องเปลี่ยนตอนไหน ดูตรงไหน รู้ได้อย่างไร

วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ ดูตรงไหน จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยน

วิธีดูยางรถยนต์หมดอายุ เรื่องง่าย ๆ ที่ผู้ขับขี่ควรรู้ เพราะหากใช้ยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ ก็อาจก่อให้เกิดอันตราย
หรืออุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้

ยางรถยนต์

เป็นส่วนประกอบสำคัญของ รถยนต์ ที่จะต้องสัมผัสกับผิวถนนตลอดเวลา ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักและ
ใช้ในการขับเคลื่อนให้ตัวรถให้วิ่งไปได้อย่างนิ่มนวลและปลอดภัย ดังนั้นเราควรใส่ใจและดูแลอยู่เสมอ ซึ่งโดยปกติแล้ว
ยางรถยนต์ไม่ได้หมดอายุเพียงแค่ดูวันที่ตามระยะเวลาการใช้งาน แต่ยังมีอีกหลายสาเหตุที่เป็นปัจจัยทำให้ยางรถยนต์
หมดอายุ โดยเรามีวิธีเช็กและจุดสังเกตง่าย ๆ มาแนะนำ ดังนี้

ดูที่สะพานยาง

ให้สังเกตส่วนที่เป็นเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างดอกยาง ซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่า สะพานยาง หรือ Tire Tread
Wear Indicator คือ ปุ่มในร่องดอกยางบนหน้ายางรถยนต์ เพื่อวัดความสูงของดอกยาง ถ้าดอกยางสึกจนอยู่ใน
ระดับเดียวกับสะพานยาง แสดงว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะยางเส้นนั้นถูกใช้งานจนสึก จนไม่อาจสามารถ
ทำหน้าที่ในการรีดน้ำได้ดีเหมือนกับยางเส้นใหม่ที่มีดอกยาวหนากว่า โดยผู้ใช้รถจะต้องตรวจเช็กสะพานยางทุก ๆ
6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร

สภาพดอกยาง

อย่างที่ทราบกันว่า ดอกยางรถยนต์มีคุณสมบัติในการช่วยรีดน้ำเวลาที่เราต้องขับรถบนถนนที่เปียกหรือมีน้ำขัง
เพื่อช่วยให้ผิวหน้าของยางรถยนต์ยังเกาะถนนได้ปกติ แต่หากดอกยางเหลือน้อยก็มีโอกาสสูงที่รถจะเสียหลักลื่นไถลได้
โดยปกติดอกยางใหม่จะลึกประมาณ 8-9 มิลลิเมตร แต่ถ้าดอกยางเหลือไม่ถึง 3 มิลลิเมตรแล้ว ควรรีบเปลี่ยนยางรถยนต์
ทันที หรือสังเกตุด้วยตาเปล่า โดยนำไม้ขีดไฟทิ่มลงไปในร่องยาง ถ้าเห็นหัวไม้ขีด แสดงว่าดอกยางบาง และเหลือน้อย
เกินกว่าจะใช้งานได้

เช็กความแข็งกระด้าง-รอยแตกลายงา

ผิวยางรถยนต์ใหม่ ๆ จะมีความเงาและความนิ่มระดับหนึ่ง แต่เมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ ผิวยางจะเริ่มแข็งกระด้าง
ไปจนถึงปรากฏรอยแตกลายงา ซึ่งจะส่งผลต่อความทนทานของแก้มยางและการเกาะถนนเป็นอย่างมาก ซึ่งควรให้ช่าง
ผู้ชำนาญตรวจสภาพของยาง เพื่อประเมินว่าควรเปลี่ยนเลยหรือไม่

ดูตำแหน่งรั่วของยาง

หากเกิดยางรั่วและต้องปะยางรถยนต์ ควรทำกับยางที่มีรอยรั่วเล็ก ๆ และต้องอยู่บนหน้ายางเท่านั้น
โดยตำแหน่งการรั่วของยางต้องไม่กระทบกับโครงสร้างยางภายใน หรือไม่ควรปะยางบริเวณแก้มหรือขอบยาง เพราะ
วัสดุที่นำมาใช้ปะยางนั้นไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถยึดเหนี่ยวได้ หากใช้ยางต่อไป อาจเกิดยางระเบิด หรือยางแตกได้
ในที่สุด ดังนั้นถ้าเกิดรั่วหรือแตกในบริเวณดังกล่างให้เปลี่ยนยางเส้นใหม่จะดีที่สุด

ยางบวม

ถ้ามีอาการยางบวม หรือปูดขึ้นมาจนเห็นได้ชัด ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่าควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่ โดยอาการ
ยางบวมนั้นมักมาจากการขับรถเสียดสีอย่างรุนแรง อาจเป็นการชนขอบทางเท้า หรือขับรถตกหลุม หรือยางที่ใช้ไม่มี
ประสิทธิภาพ ซึ่งหากขับรถไปทั้งที่ยางบวม ก็อาจเกิดอันตราย ยางระเบิด หรือยางแตกกลางทางได้ หรือหากแตะเนื้อยาง
แล้วพบว่ายางแข็ง คือจิกเล็บลงไปไม่เห็นรอย แสดงว่าหน้ายางหมดอายุ ก็ต้องรีบเปลี่ยนยางใหม่เช่นกัน

ดูตัวเลขที่บริเวณแก้มยาง

อีกหนึ่งวิธีในการตรวจสอบการเสื่อมสภาพของยางก็คือการเช็กอายุของยางจากรหัส 4 ตัวบนแก้มยาง โดยจะระบุเป็น
WW/YY หมายถึงสัปดาห์และปีที่ผลิต เช่น 0720 หมายถึงยางที่ผลิตในสัปดาห์ที่ 7 ปี 2020 หรือผลิตในช่วงสัปดาห์ที่ 1-2
ของเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 นั่นเอง (หนึ่งปีจะมี 52 สัปดาห์) ซึ่งการดูเลขรหัสนี้คือตัวกำหนดยางใหม่ และยางเก่าค้างสต็อก
โดยปกติอายุขัยของยางใหม่จะเก็บได้นานถึง 5 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และอุณหภูมิของคลังเก็บยาง ซึ่งจะส่งผลต่อเนื้อยาง

ทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยและสัญญาณที่บ่งบอกว่ายางรถยนต์เส้นนั้นเสื่อมสภาพ และหมดอายุ แนะนำควรรีบเปลี่ยนโดยด่วน เพราะถ้ายังฝืนใช้งานต่อไปเรื่อย ๆ อาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทั้งกับตัวของคุณเองและเพื่อนร่วมทาง

รถกระตุก-เครื่องเดินสะดุด ปัญหาที่คนขับรถควรรู้

รถกระตุกเกิดจากอะไร ปัญหาที่คนขับรถควรรู้ ถ้ารถของคุณมี […]

Read More

หม้อน้ำแห้ง น้ำในหม้อน้ำหาย เกิดจากสาเหตุอะไร?

หม้อน้ำแห้ง เกิดจากอะไร ปัญหาใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม หม้อน […]

Read More

ปัญหาน่าหงุดหงิด แอร์รถไม่เย็น เกิดจากอะไร

แอร์รถไม่เย็น แอร์รถเย็นบ้างไม่เย็นบ้าง เป็นเพราะอะไร แ […]

Read More