พฤติกรรมการใช้รถอย่างไร ที่ทำให้บริษัทประกันจะไม่รับเคลม

การทำประกันสำหรับรถยนต์เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่รถยนต์ ผู้ขับขี่ ทรัพย์สิน และคู่กรณี

การมีประกันภัยที่มีค่าเบี้ยประกันสูง ก็จะส่งผลให้ทุนประกัน และความคุ้มครองของรถยนต์ของเราสูงขึ้นตามไปด้วย แต่หลายผู้ใช้งานมักเข้าใจว่าเมื่อเราเลือกทำประกันที่มีค่าเบี้ยประกัน และทุนประกันสูงแล้ว ไม่ว่าเกิดเหตุการณ์แบบไหนรถยนต์ของเราก็สามารถทำเรื่องเคลมได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง

การทำประกันรถยนต์เป็นการสร้างความคุ้มครองให้แก่รถยนต์ของเราเมื่อเกิดความเสียหายกับตัวรถ ตัวเรา ทรัพย์สิน และคู่กรณี แม้ว่าจะครอบคลุมการคุ้มครองให้หลากหลายเหตุการณ์ ทั้งในตอนที่เราฝ่ายถูก และฝ่ายผิด แต่ก็มีบางเหตุการณ์ที่ประกันภัยไม่คุ้มครอง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ตัวผู้ที่ทำประกัน และผู้ที่ขับขี่ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้กัน ลองมาดูข้อห้ามทั้ง 5 วิธี ที่ไม่แนะนำให้ทำตาม ไม่งั้นประกันอาจไม่รับเคลม

1. ผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่ หรือถูกเพิกถอนใบขับขี่

การทำประกันชั้น 1 ที่ครอบคลุมการคุ้มครองเป็นอย่างดีก็ไม่สามารถคุ้มครองได้ทั้งหมด ถ้าหากผู้ขับขี่ไม่มีใบขับขี่ หรือเป็นผู้ที่ถูกเพิกถอนใบขับขี่ ในทางกฎหมายถือว่าเป็นการกระทำความผิด มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งการเกิดอุบัติเหตุจากเหตุผลดังกล่าว ทางประกันจะไม่จ่ายค่าเสียหายให้และจะไม่รับผิดชอบทั้งความเสียหายของรถยนต์ และผู้ขับขี่ แต่ถ้าหากมีคู่กรณีทางบริษัทประกันจะทำการรับผิดชอบเคลมให้ได้ตามที่มีการคุ้มครองที่ระบุไว้ในกรมธรรม์

2. จัดฉากทำลายทรัพย์สิน

หลายครั้งที่อาจพบในข่าวที่มีการระบุว่ามีการจัดฉากเพื่อหวังเคลมประกัน รู้หรือไม่ว่าเป็นการกระทำที่ผิด ผู้ใช้งานรถยนต์ที่ทำประกันรถหลายคนมองว่าการเสียค่าเงินประกันไปแล้วในราคาที่สูงแต่ไม่ได้เคลมจะเกิดความรู้สึกว่าไม่คุ้ม เลยคิดว่าเมื่อรถของเรามีรอยบุบหรือ หรือรอยต่างๆ ก็อยากจะเคลมสีรอบคัน ซึ่งในจุดนี้ถ้าหากประกันที่มีครอบคลุมก็สามารถทำเรื่องเคลมได้ แต่ถ้าประกันไม่ครอบคลุม หรือมีความคิดที่จะจัดฉากกับคู่กรณี เพื่อหวังเคลมประกันก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดอย่างแน่นอน

ตัวอย่าง กรณีรถทำประกัน 2+ ซึ่งคุ้มครองรถชนกรณีมีคู่กรณีเท่านั้น แต่เรากลับไปชนรั้วบ้านตัวเองเกิดความเสียหายกับตัวรถ ซึ่งความเป็นจริงกรณีนี้บริษัทประกันจะไม่รับผิดชอบ แต่อาจมีคนหัวหมอมีการนัดแนะกับบุคคลที่ตนเองรู้จักสวมรอยเป็นคู่กรณี เพื่อสร้างสถานการณ์หวังเคลมประกัน ซึ่งกรณีนี้ถ้าบริษัทประกันตรวจดูหน้างานและพบว่าไม่ใช่เหตุการณ์ที่สมเหตุสมผล เช่น รอยชนไม่สัมพันธ์กัน ตลอดจนสีที่ถลอกก็ไม่ได้ใกล้เคียงกัน ทางประกันมีสิทธิ์ที่จะไม่รับเคลมให้ได้ และบริษัทประกันมีสิทธิ์ฟ้องกลับข้อหาฉ้อโกงให้ความเท็จเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับผลประโยชน์จากการประกันวินาศภัย มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับได้อีกด้วย

3. ใช้ประลองความเร็ว

สำหรับนักขับสายซิ่งหลายๆ คนก็นิยมนำรถที่มีไปทำการแข่งความเร็วกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการแข่งกันตามสนามอย่างถูกกฎหมาย หรือนำไปแข่งเองกันตามถนนแบบผิดกฎหมาย ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางบริษัทประกันภัยรถยนต์ไม่รับเคลมอย่างแน่นอน นอกจากจะสร้างความเสียหายให้แก่รถยนต์แล้ว ยังสามารถสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ขับขี่ ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น และบุคคลอื่นที่อาจได้รับผลกระทบทั้งทางตรง และทางอ้อมอีกด้วย

ยิ่งเป็นการแข่งความเร็วกันบนถนนแบบผิดกฎหมาย ผู้ขับขี่ และเจ้าของรถยนต์จะต้องแบกรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย และยังมีโทษตามกฏหมายตามกฎหมายจราจร จำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังอาจโดนเพิกถอนใบขับขี่อีกด้วย


4. เมาแล้วขับ

เมาแล้วขับเป็นสาเหตุหลักอันดับ 1 ในการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และอีกสาเหตุที่หากเกิดอุบัติเหตุด้วยเหตุผลนี้ ทางประกันจะไม่สามารถเคลม โดยถ้ามีการวัดปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 50 มิลลิกรัมถือว่าเมา ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุถึงแม้ว่าทางประกันจะจ่ายให้ทางคู่กรณี แต่รถเราที่ทำประกันจะไม่สามารถเคลมประกันภาคสมัครใจได้

นอกจากเคลมประกันไม่ได้แล้ว เมาแล้วขับ ยังมีโทษทางกฎหมาย หากเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย และจิตใจ มีโทษจำคุก 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อาจมีผลให้ถูกพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่ และอาจโดนโทษจำคุก 3-10 หรือถูกปรับสูงสุด 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับในกรณีที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงขอแนะนำว่า ถ้าหากผู้ขับขี่มีอาการมึนเมาควรหลีกเลี่ยงขับรถ เปลี่ยนเป็นนั่งแท็กซี่หรือให้คนที่ไม่ได้ดื่มขับรถแทนดีกว่า

5. สลับตัวคนขับเมื่อเกิดเหตุ

สำหรับการเคลมประกันในกรณีที่เป็นประกันแบบระบุผู้ขับขี่ หากเกิดอุบัติเหตุโดยผู้ขับขี่ที่ไม่มีชื่ออยู่ในประกันเป็นฝ่ายผิด ทางบริษัทยังคงให้ความคุ้มครองเต็มจำนวน แต่จะต้องมีการจ่าย “ค่าผิดเงื่อนไข” ที่เป็นค่าเสียหายส่วนแรกให้กับคู่กรณี 2,000 บาท และซ่อมรถตัวเอง 6,000 บาท แต่ถ้าตอนเกิดเหตุแล้วผู้ขับขี่ไม่ได้เป็นคนเดียวกับที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์และมีเจตนาปกปิด หรือบิดเบือนความจริง หากบริษัทตรวจสอบแล้วพบว่ามีเจตนาให้ข้อมูลเท็จ บริษัทประกันมีสิทธิ์ไม่ให้เคลมประกันได้ และมีสิทธิ์ถูกบริษัทประกันฟ้องกลับฐานฉ้อโกงได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่ามีหลากหลายสถานการณ์ที่เราอาจไม่คาดคิด ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เราไม่สามารถทำเรื่องเคลมประกันได้ แม้ว่าเราจะมีประกันที่ดี ทุนประกันสูง หรือเบี้ยประกันสูง ครอบคลุม และคุ้มครองมากเพียงใด ก็ยังมีหลายสิ่งที่ไม่สามารถทำเรื่องเคลมได้ จึงขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดกฎหมายต่างๆ นอกจากจะเคลมประกันไม่ได้แล้ว ยังผิดกฎหมาย ที่จะเกิดทั้งโทษจำคุก และโดนปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ และนอกเหนือจากสิ่งอื่นใด มีสิทธิ์โดนพักใช้ใบขับขี่ หรือกรณีที่รุนแรง ก็อาจโดนเพิกถอนใบขับขี่เลยก็เป็นได้ จึงขอแนะนำให้ขับขี่อย่างปลอดภัย และมีสติทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวเรา และเพื่อนร่วมทางด้วย

VOLT City EV ยอดจอง ทะลุ 1,000 คัน ในวันเดียว

VOLT City EV รถยนต์ไฟฟ้า 100% ราคา 3 แสนกว่าบาท ประกาศค […]

Read More

All-new MG7 2023 ใหม่ คาดเปิดตัวในจีน 2565 นี้

เผยทีเซอร์ All-new MG7 2023 ใหม่ รถซีดานหรูระดับแฟลกชิป […]

Read More

Nissan Almera Sportech-X 2022 รุ่นพิเศษ 300 คัน

Nissan Almera Sportech-X 2022 ใหม่ รุ่นพิเศษพร้อมชุดแต่ […]

Read More